หน้าแรก arrow คอลัมน์ประจำ arrow ที่แห่งนี้.. เรามีที่มา
ที่แห่งนี้.. เรามีที่มา
เขียนโดย publisher   
        แต่ก่อนนี้ ใครต่อมิใครมักจะถามว่า มหิดลมีวิศวะด้วยเหรอบางคราวก็ไม่เว้นแม้กับคนที่อยู่ในมหาวิทยามหิดลเอง เล่นเอาคนถูกถามซึ่งเป็นชาววิศวะฯ ใจฝ่อได้พอสมควร

        ความจริงก็ควรเข้าใจคนที่ถาม เพราะเขามีภาพพิมพ์ใจอยู่ว่า ถ้าเป็นเรื่อของ แพทย์ พยาบาล เภสัช เทือกนี้ล่ะก็ ต้องยกให้มหิดล จู่ๆ เกิดมีคณะวิศวกรรมศาสตร์ขึ้นมา ก็ชวนให้คนสงสัย มิหนำซ้ำ อดีตของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ยังมีนามว่า มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เสียอีก

          แต่ถ้าใครได้มารับรู้ถึงกำเนิดของคณะวิศวะมหิดล ก็จะมีคำตอบกลับว่า ถ้าไม่มีวิศวะมหิดล ซิ เรื่องแปลก

          ถอยเวลาไปเมื่อปี พ.ศ.2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานนามมหาวิทยาลัยแห่งนี้ โดยใช้พระนามในพระราชบิดาว่า มหิดลซึ่งได้เป็นมิ่งขวัญปกเกล้าเราชาวมหิดลสืบมา

          พระเจ้าอยู่หัวของชาวไทยเรานั้น พระองค์เสด็จพระราชสมภพที่ประเทศอเมริกา และเจริญพระชันษาทั้งในอเมริกาและยุโรป จึงทรงรับรู้ถึงความหมาย “University” เป็นอย่างดี ว่าเป็นหน่วยงานการศึกษาที่มีศาสตร์ต่างๆ เปิดให้ได้เรียนรู้มากมาย มิใช่มีเฉพาะศาสตร์หนึ่งสาขาเดียวเท่านั้น ครั้นเมื่อพระองค์พระราชทานนาม มหิดลเป็นชื่อของมหาวิทยาลัย ทรงมีพระราชประสงค์ให้การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีหลายๆ ศาสตร์ เฉกเช่นบ้านอื่นเมืองไกลที่เขามีความเจริญทางวิชาการ

          ปี พ.ศ.2522-2534  นับได้ 12 ปีเต็มๆ ที่ศาสตราจารย์ นายแพทย์ณัฐ ภมรประวัติ เป็นอธิการบดี ท่านได้ขวนขวายเปิดคณะ/สถาบันทางวิชาการหลายศาสตร์ให้มีขึ้นในมหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงการก่อตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งนี้

          วันที่ 29 สิงหาคม 2533 มีมติคณะรัฐมนตรีประกาศก่อตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีข้อความท้ายประกาศเป็นหมายเหตุไว้ว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่ปรากฏว่าในปัจจุบัน เกิดการขาดแคลนบุคลากรด้านวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี รัฐบาลจึงมีนโยบายที่จะสนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนที่มีโครงสร้างปัจจัยพื้นฐาน ศักยภาพ ขีดความสามารถ และความพร้อม เปิดสอนสาขาด้านวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อผลิตบุคลกรด้านวิศวกรรมศาสตร์ ให้พอเพียงกับความต้องการของตลาดแรงงาน...

          เพียงที่เล่ามานี้ ก็เห็นได้ว่าควรมี วิศวะมหิดลคือทั้งสนองพระราชประสงค์ เติมเต็มค่าความหมายของคำว่า มหาวิทยาลัยให้สมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้น และสนองความต้องการบุคลากรทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ของประเทศ

          หากจะอุปมาว่า คุณหมอณัฐเป็นแม่ทัพใหญ่ ที่จะทำพันธกิจให้บรรลุตามพระราชประสงค์ในพระเจ้าอยู่หัว หมอณัฐก็มีทหารคู่ใจอยู่หลายนาย นับจาก อาจารย์ธนากร อ้วนอ่อน  อาจารย์คณิต สงวนตระกูล  อาจารย์  อาจารย์พินัย ออรุ่งโรจน์ อาจารย์และบุคลากรที่ไม่ได้เอ่ยนามอีกหลายท่าน ได้ทยอยมาช่วยงาน ร่วมเป็นธุระ และร่วมกันสร้างเสริมอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย

          การเฝ้าฟูมฟักเพื่อให้เกิดมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ไม่ต่างกับชายหนุ่มหญิงสาวที่ปองรักกันมานาน และปรารถนาจะมีลูกไว้สืบสกุล เป็นคนดีของสังคม จึงได้วางแผน ตระเตรียมทุกอย่างเพื่อที่ลูกจะได้เกิดมาด้วยความสง่างาม อีกทั้งเพื่อนบ้านรอบข้างต่างก็ลุ้นและให้กำลังใจ

          เวลาสายจวนเที่ยงของวันที่ 13 สิงหาคม 2552 อาจารย์ธนากร อ้วนอ่อน ในวัยเกือบ 65 ได้สละเวลาเล่าเรื่องเก่าหนหลังเกี่ยวกับทุกๆ เรื่องในความเป็นวิศวะมหิดล มีเนื้อหาพรั่งพรูออกมาเป็นฉากเป็นตอนด้วยเสียงทุ้มๆ ห้าวๆ นั้นว่า

        “...สมัยก่อนเนี่ย คณบดีทุกคณะเนี่ย นั่งอยู่ในสภามหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่แล้วก็มีการประชุมคณบดีอยู่ด้วยกัน พอโครงการเข้าเนี่ย (โครงการจัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์) ก็จะเสนอผ่านที่ประชุมคณบดีก่อน แล้วก็ไปที่สภามหาวิทยาลัยเพื่อรับทราบ มีการคุยกันก็คือว่า ทุกครั้ง ตอนนั้นจำนวนคณะน้อยนะ ไม่เยอะเท่านี้หรอก น้อยมาก มี 12 คณะเอง อยู่ในสภามหาวิทยาลัย ก็นั่งคุยกันแบบที่เรียกว่า พี่ช่วยน้อง ผมน้องเล็กสุดสมัยก่อน มีคนทำ สมัยก่อนเนี่ย ผมมาแทนอาจารย์นาท สมัยก่อนนี่ โอ.. คณบดีมีแต่คณะใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลย โตๆ ผู้อาวุโสทั้งนั้นเลย ผมก็เหมือนน้องเล็กสุด เค้าก็เสนออย่างนี้สิ ๆๆ นะครับ ทุกอย่างก็เป็นกรอบ idea ซึ่งทุกคนมีความมุ่งหวังอะไรให้เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยมหิดลเนี่ย มันควรจะมี Image ของมหาวิทยาลัยมหิดลติดออกไปด้วย เพราะฉะนั้น Image ของมหาวิทยาลัยมหิดลคือ แพทยศาสตร์ Medical Science Related ดังนั้นก็ เอ้อดี อย่างนี้ดี...

อาจารย์พินัย ออรุ่งโรจน์ เล่าเรื่องย้อนไปเมื่อ 20 กว่าปีที่ล่วงเลย นอกจากจะชวนให้ได้รู้เห็นเหตุการณ์และความสัมพันธ์ของคนทำงานแล้ว ยังบอกให้รู้ถึงนิสัยใจคอ ความรัก ความผูกพัน ความเป็นผู้รักงาน และเพื่อนร่วมงานได้เป็นอย่างดี

          “...อาจารย์ธนากรเขาก็มาตะล่อมผม (หัวเราะ) ผมก็หลงกลเขาเลย  มันมีอยู่วันหนึ่ง ตอนเย็น ๆ ก็เดินคุยกันไปคุยกันมา ทั้งๆ ก่อนหน้านั้น เขาเป็นคณบดี (คณะสิ่งแวดล้อมฯ) ผมเป็นรองฯ ผมลาออกจากรองฯ ไปแล้ว ซึ่งบางครั้งมันก็มองคล้ายๆ ไม่ค่อยจะกินเส้นกันเท่าไหร่ แต่ว่าก็ไม่ได้ถึงจะขัดแย้งอะไรกันมากมาย แต่ว่าเขาก็บอก เฮ้ย อาจารย์หมอณัฐว่า ท่านให้กูเปิดวิศวะว่ะ มึงว่าไง  อ้าว ผมช่วยเหลือได้’ (หัวเราะ) หลุดปากง่ายๆ เลย คือมันอยากจะทำอยู่แล้ว ก็ไม่ได้คิดว่าจะได้อะไรจากการทำลักษณะนี้นะครับ แม้กระทั่งปัจจุบัน พวกเราเกษียณ เราก็บอกว่าเราสร้างมากับมือจริง แต่คณะนี้ไม่ใช่ของเรานะ ไม่ใช่ว่าเราจะไปคิดเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ มันไม่ใช่ของเราอยู่แล้วนะครับ…”

ไม่มีใครทราบได้เลยว่า อดีตคณบดีวิศวกรรมศาสตร์คนแรก มีความสนิทคุ้นเคยกันปานใดกับนายแพทย์พูนพิศ อามตยกุล แต่จากเรื่องเล่าต่อไปนี้ คงจะได้ช่วยเสริมความหมายของคำว่า พี่ช่วยน้องในฐานะที่วิศวะเป็นน้องเล็ก และใครๆ ก็ยื่นมือมาช่วยได้ดี

        “...วันนึงกำลังนั่งประชุมคณบดีด้วยกันอยู่  ธนากรเขาก็นั่งอยู่ข้างๆ เขาก็บอก เฮ้ย  เด็กมันประชุมเชียร์ว่ะ มันจะต้องแข่งขันกีฬากับคณะวิทยาศาสตร์ คณะสิ่งแวดล้อมอะไรต่างๆ นานาเนี่ย มันไม่มีเพลงเชียร์  เขียนเพลงเชียร์ให้หน่อยสิ  ผมก็เอากระดาษมานั่งร่างเนี่ย วิศวะ มหิดล เราทุกคนเต็มที่ นามพวกเรานี้ ไม่มีใครเทียมทัน เราเรียน เรารู้ เราทำ เราทำด้วยความมุ่งมั่น...  คือรวมความแล้วก็คือ ชื่อนั้นของเราก็คือวิศวะของมหิดลนั่นแหละ ผมก็ร้องให้ฟัง ร้องเสร็จเรียบร้อยก็ไปอัดเทป เอามาส่ง แล้วท่านก็ขอบใจ บอก เป็นเพลงเชียร์เพลงแรกของคณะวิศวะเลยอะไรอย่างนี้เป็นต้นนะคุณหมอพูนพิศเล่าด้วยความลื่นไหล ชวนฟัง

          ธรรมดาของคำถามนั้น เกิดขึ้นจากความไม่รู้ หากรู้เสียแล้วก็จะไม่ถาม การจะทำให้วิศวะแห่งมหิดลเป็นที่รับรู้ของคนทั่วไป จึงไม่ใช่หน้าที่ของคนนอกจะตามมารู้จัก หากแต่ต้องอาศัย คนในที่ต้องช่วยกันทำชื่อเสียงของคณะฯ ให้ขจรขจาย โดยทั้งศิษย์ปัจจุบันและศิษย์เก่า คือ เรียนก็ให้สมกับชื่อเรียกขาน ทำงานก็ให้สมภูมิ กล่าวคือ ขณะที่เรียนก็ขยันหมั่นเพียนสมกับคำว่า นักศึกษาเมื่อเวลาจบออกไปทำงาน ก็ทำงานด้วยความขมีขมัน เอาใจใส่งานสมกับภูมิรู้ที่ได้มาว่าเป็น วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต

เพียงเท่านี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้รักษาเกียรติภูมิของมหาวิทยาลัย และรักษาน้ำใจของผู้ก่อตั้งคณะฯ เพราะสถาบันแห่งนี้มีที่มา เกิดมาจากความรักของบุรพคณาจารย์ของพวกเราทุกคน.

 
ถัดไป >

[+]
  • Narrow screen resolution
  • Wide screen resolution
  • Increase font size
  • Decrease font size
  • Default font size
  • fresh color
  • warm color